หลังจากอุ่นเครื่องที่โอมาน อียิปต์ และตุรกี
ตอนนี้ได้เวลาเข้าสู่ยุโรปจริงๆ แล้วค่ะ
( ติดตามอ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่นะคะ
http://pantip.com/topic/34146985/ )
ที่สนามบินอิสตันบุลตอนเย็นแม้เวลาจะ 19.30 น. ก็ยังเห็นแสงอาทิตย์อยู่ เริ่มใกล้ยุโรปเข้าไปทุกทีแล้ว ที่ไคโรก็สว่างตั้งแต่ตอนตี 5 ที่อิสตันบุลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมืด ตามกำหนดเราจะออกจากสนามบินอิสตันบุลเวลา 19.15 น. แต่กว่าจะออกได้ก็ผ่าน 19.30 น. เรายังคงใช้บริการสายการบินเทอร์กิชแอร์ไลน์ อีกครั้งหนึ่ง เวลาบินไม่ถึง 2 ชั่วโมงแต่ก็มีของว่างให้รองท้องขณะบิน เราถึงสนามบินเอเธนส์ ในเวลา 21.30 น. ของวันเดียวกัน
เมื่อเข้าสู่สนามบินเราพยายามหาข้อมูลวิธีการเดินทางไปที่พักชื่อโรงแรม Attica Beach Hotel แบบไม่ต้องใช้บริการแท็กซี่แต่ในเวลานั้นไม่มีบริการรถสาธารณะ เราจึงไปเข้าคิวรอแท็กซี่พอรถจอดเราส่งชื่อโรงแรมและที่อยู่ให้คนขับแท็กซี่ดู เขาบอกว่าเขาพาเราไปได้แน่ แล้วก็คุยน้ำไหลไฟดับตามประสาคนช่างคุยจนกระทั่งเขาเอะใจ เขาจึงจอดรถขอโทรเช็คโรงแรมจึงรู้ว่าไปผิดทางเพราะชื่อ แอ็ตติกา คือ ชายหาดรอบบ่วง รร.ของเราอยู่อีกด้านหนึ่งของบ่วง โชคดีที่เขาโทรหารร.ทำให้ทางรร.รู้ว่าเราจะเข้าพักแน่นอน
ตอนนั้น Costat คือชื่อของเขา เขาคุยสนุกมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเป็นอย่างดี แล้วเขาก็เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังโดยสรุป คือ รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังลูกชายคนโตอายุ 18 ปีต้องไปเกณฑ์ทหารยังไม่มีรายได้ ลูกชายคนเล็กกับภรรยาคนใหม่อายุ 10 ขวบเขาก็ต้องส่งเสียแต่ไม่ได้พบกันมา 2 ปีแล้วเพราะภรรยาคนใหม่พาไปอยู่กับผู้ชายคนใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเอง…..เรานับถือน้ำใจเขาตรงที่ว่าเขาตัดสินใจกดมิเตอร์ใหม่เมื่อเขารู้ตัวว่าเขาผิดที่พาเราไปหลงทาง แต่เขาก็บวก 5 ยูโรจากมิเตอร์ใหม่เป็นค่าโทรศัพท์กับภาษี สรุปว่าคืนนั้นเราจ่ายค่าแท็กซี่ 25 ยูโร เขาบอกว่าวันพรุ่งนี้เขาว่างและยินดีให้บริการ ขอให้โทรบอกเขาหลังตี 3 ตอนที่เขาไปส่งภรรยาคนแรกที่ทำงานสนามบินที่ไปรับเรา……
กว่าเราจะถึงโรงแรมเวลาที่เมืองไทยก็ตี 2 แล้ว แต่รร.ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ด้านหลังเป็นทะเลที่เจ้าของถมทำเป็นสนามกีฬา ที่จอดเรือยอช์ทและทำกำแพงกันน้ำเซาะทำให้เป็นทั้งที่นั่งทอดอารมณ์และลงเล่นน้ำทะเลได้ น้ำใสจนเห็นพื้นทรายและสัตว์ทะเล บรรยากาศรื่นรมย์มากๆ

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558 หลังอาหารเช้าเรานั่งรถบัสเข้าเมืองค่าโดยสารคนละ 2.9 ยูโร รถวิ่งเลียบทะเลผ่านหมู่บ้านที่เป็นเมืองไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่ดอกยี่โถสีขาว แดง ชมพู ส้ม สวยงามทั้งเมืองแต่ไม่มีร่องรอยของกรีกโบราณให้เห็นเลยจนกระทั่งถึงตัวเมือง ผู้คนในเมืองนี้คนสวยหรือหล่อก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงตัวตันเหมือนตึกทรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียว ทำให้ดูไม่สูงแต่อุดมไปด้วยไขมันและหน้าตาดูโบราณ สีผิวและผมเป็นฝรั่งแท้ๆ ไม่เหมือนชาวอิสตันบุลที่แม้จะป้อมๆตันๆ แต่ตัวไม่โตดูกึ่งๆ เอเชียและยุโรป

เราถามหาสถานีรถใต้ดินและวิธีการที่จะไปวิหารพาร์เธนอน เดินไปถามไปหลายคนกว่าจะเจอคนพูดภาษาอังกฤษและสามารถให้ข้อมูลได้ก็เดินหลายถนน แต่ในขณะที่เดินไปตามเส้นทางที่เพิ่งได้ข้อมูลมาก็เจอรถทัวร์รอบเมืองแล่นอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน เรารีบวิ่งไปที่ทางม้าลาย ข้ามถนน โบกมือและตะโกน เราคิดว่า เขาจอดเพราะเราเรียก แต่ปรากฏว่ามันเป็นจุดจอดรถพอดี เราซื้อตั๋วพาส 1 วันนั่งรถชมเมืองในราคาคนละ 22 ยูโร แบ่งเป็น 2 สาย สายสีแดงชมโบราณสถานในเมืองทุกซอกทุกซอย ส่วนสีเขียวพาเลียบชายหาด วนรอบบ่วง ผ่านความสวยงามของทะเล และท่าเรือ
[CR] ลุงกับป้าตะลุยยุโรป 64 วัน 33 ประเทศ [ตอนที่ 2] เปิดม่านยุโรปครั้งแรกในชีวิต กรีซ-อิตาลี-วาติกัน-สวิตเซอร์แลนด์
ตอนนี้ได้เวลาเข้าสู่ยุโรปจริงๆ แล้วค่ะ
( ติดตามอ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่นะคะ http://pantip.com/topic/34146985/ )
ที่สนามบินอิสตันบุลตอนเย็นแม้เวลาจะ 19.30 น. ก็ยังเห็นแสงอาทิตย์อยู่ เริ่มใกล้ยุโรปเข้าไปทุกทีแล้ว ที่ไคโรก็สว่างตั้งแต่ตอนตี 5 ที่อิสตันบุลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมืด ตามกำหนดเราจะออกจากสนามบินอิสตันบุลเวลา 19.15 น. แต่กว่าจะออกได้ก็ผ่าน 19.30 น. เรายังคงใช้บริการสายการบินเทอร์กิชแอร์ไลน์ อีกครั้งหนึ่ง เวลาบินไม่ถึง 2 ชั่วโมงแต่ก็มีของว่างให้รองท้องขณะบิน เราถึงสนามบินเอเธนส์ ในเวลา 21.30 น. ของวันเดียวกัน
เมื่อเข้าสู่สนามบินเราพยายามหาข้อมูลวิธีการเดินทางไปที่พักชื่อโรงแรม Attica Beach Hotel แบบไม่ต้องใช้บริการแท็กซี่แต่ในเวลานั้นไม่มีบริการรถสาธารณะ เราจึงไปเข้าคิวรอแท็กซี่พอรถจอดเราส่งชื่อโรงแรมและที่อยู่ให้คนขับแท็กซี่ดู เขาบอกว่าเขาพาเราไปได้แน่ แล้วก็คุยน้ำไหลไฟดับตามประสาคนช่างคุยจนกระทั่งเขาเอะใจ เขาจึงจอดรถขอโทรเช็คโรงแรมจึงรู้ว่าไปผิดทางเพราะชื่อ แอ็ตติกา คือ ชายหาดรอบบ่วง รร.ของเราอยู่อีกด้านหนึ่งของบ่วง โชคดีที่เขาโทรหารร.ทำให้ทางรร.รู้ว่าเราจะเข้าพักแน่นอน
ตอนนั้น Costat คือชื่อของเขา เขาคุยสนุกมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเป็นอย่างดี แล้วเขาก็เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังโดยสรุป คือ รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลังลูกชายคนโตอายุ 18 ปีต้องไปเกณฑ์ทหารยังไม่มีรายได้ ลูกชายคนเล็กกับภรรยาคนใหม่อายุ 10 ขวบเขาก็ต้องส่งเสียแต่ไม่ได้พบกันมา 2 ปีแล้วเพราะภรรยาคนใหม่พาไปอยู่กับผู้ชายคนใหม่ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเอง…..เรานับถือน้ำใจเขาตรงที่ว่าเขาตัดสินใจกดมิเตอร์ใหม่เมื่อเขารู้ตัวว่าเขาผิดที่พาเราไปหลงทาง แต่เขาก็บวก 5 ยูโรจากมิเตอร์ใหม่เป็นค่าโทรศัพท์กับภาษี สรุปว่าคืนนั้นเราจ่ายค่าแท็กซี่ 25 ยูโร เขาบอกว่าวันพรุ่งนี้เขาว่างและยินดีให้บริการ ขอให้โทรบอกเขาหลังตี 3 ตอนที่เขาไปส่งภรรยาคนแรกที่ทำงานสนามบินที่ไปรับเรา……
กว่าเราจะถึงโรงแรมเวลาที่เมืองไทยก็ตี 2 แล้ว แต่รร.ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ด้านหลังเป็นทะเลที่เจ้าของถมทำเป็นสนามกีฬา ที่จอดเรือยอช์ทและทำกำแพงกันน้ำเซาะทำให้เป็นทั้งที่นั่งทอดอารมณ์และลงเล่นน้ำทะเลได้ น้ำใสจนเห็นพื้นทรายและสัตว์ทะเล บรรยากาศรื่นรมย์มากๆ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558 หลังอาหารเช้าเรานั่งรถบัสเข้าเมืองค่าโดยสารคนละ 2.9 ยูโร รถวิ่งเลียบทะเลผ่านหมู่บ้านที่เป็นเมืองไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่ดอกยี่โถสีขาว แดง ชมพู ส้ม สวยงามทั้งเมืองแต่ไม่มีร่องรอยของกรีกโบราณให้เห็นเลยจนกระทั่งถึงตัวเมือง ผู้คนในเมืองนี้คนสวยหรือหล่อก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงตัวตันเหมือนตึกทรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียว ทำให้ดูไม่สูงแต่อุดมไปด้วยไขมันและหน้าตาดูโบราณ สีผิวและผมเป็นฝรั่งแท้ๆ ไม่เหมือนชาวอิสตันบุลที่แม้จะป้อมๆตันๆ แต่ตัวไม่โตดูกึ่งๆ เอเชียและยุโรป
เราถามหาสถานีรถใต้ดินและวิธีการที่จะไปวิหารพาร์เธนอน เดินไปถามไปหลายคนกว่าจะเจอคนพูดภาษาอังกฤษและสามารถให้ข้อมูลได้ก็เดินหลายถนน แต่ในขณะที่เดินไปตามเส้นทางที่เพิ่งได้ข้อมูลมาก็เจอรถทัวร์รอบเมืองแล่นอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน เรารีบวิ่งไปที่ทางม้าลาย ข้ามถนน โบกมือและตะโกน เราคิดว่า เขาจอดเพราะเราเรียก แต่ปรากฏว่ามันเป็นจุดจอดรถพอดี เราซื้อตั๋วพาส 1 วันนั่งรถชมเมืองในราคาคนละ 22 ยูโร แบ่งเป็น 2 สาย สายสีแดงชมโบราณสถานในเมืองทุกซอกทุกซอย ส่วนสีเขียวพาเลียบชายหาด วนรอบบ่วง ผ่านความสวยงามของทะเล และท่าเรือ
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น